กรุงศรีปักหมุด 2 ปีดันรายได้อาเซียน 10% เชื่อมธุรกิจ-ลูกค้าด้วยดิจิทัล

ข่าวล่าสุด

ธนาคารกรุงศรีอยุธยากางกลยุทธ์แผนธุรกิจปี’65 ภายใต้ “เดินหน้าสู่อาเซียนกับกรุงศรี” หรือ Go ASEAN with Krungsri ผ่าน 3 แกนหลัก “ขยายธุรกิจสู่อาเซียน-สร้างระบบนิเวศและพันธมิตร-พัฒนาดิจิทัลและนวัตกรรม” ปักธงเพิ่มรายได้อาเซียน 10% ภายใน 2 ปี รุกธุรกิจโอนเงิน-ชำระเงินข้ามประเทศ

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2565 นายเซอิจิโระ อาคิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า แผนการดำเนินงานในปี 2565 ซึ่งเป็นแผนระยะกลาง 3 ปี (ตั้งแต่ปี’64-66) โดยปีนี้จะเน้นกลยุทธ์เดินหน้าสู่อาเซียนกับกรุงศรี หรือ Go ASEAN with Krungsri

โดยเชื่อมโยงความต้องการของลูกค้าทั่วภูมิภาคอาเซียนผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ 1.การเสริมสร้างประสิทธิภาพและการขยายธุรกิจสู่อาเซียน โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตสัดส่วนรายได้มาจากอาเซียนเป็น 10% ภายใน 2 ปี จากปี’64 มีสัดส่วนอยู่ที่ 6% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี’63 ที่มีสัดส่วนเพียง 3%

 

และ 2.การสร้างระบบนิเวศและพันธมิตรทางธุรกิจ (ecosystems and partnerships) ด้วยระบบนิเวศ ยานยนต์ ที่อยู่อาศัย และการพาณิชย์ (Mobility, Living, Commerce) ซึ่งเป็น 3 ระบบนิเวศหลักที่พัฒนาขึ้นมาจากการดำเนินชีวิตของลูกค้าในปัจจุบัน และ 3.ดิจิทัลและนวัตกรรม โดยใช้ประโยชน์จากเครือข่ายของมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (MUFG) ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีหลักให้ทันสมัยยิ่งขึ้นและเดินหน้าสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินอัจฉริยะของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างเต็มที่เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย

นอกจากนี้ ธนาคารยังเดินหน้าตามแนวทางการทำธุรกิจเพื่อความยั่งยืนที่เน้นในด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental) สังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance) หรือ ESG ด้วยการประกาศเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อและตราสารหนี้ที่เชื่อมโยงกับแนวทางความยั่งยืนเป็นรายแรกของประเทศไทย

สำหรับเป้าหมายทางการเงินในปี 2565 ธนาคารตั้งเป้าเติบโตสินเชื่อ 3-5% โดยการเติบโตจะไม่ได้เน้นเซ็กเมนต์ใดเป็นพิเศษ แต่จะกระจายในทุกเซ็กเมนต์ ซึ่งสินเชื่อรายย่อยตั้งเป้าเติบโต 3-4% สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) อยู่ที่ 4-5% และธุรกิจรายใหญ่อยู่ที่ 3-4% รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยทรงตัวจากปีก่อน และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 3.1-3.3%

ขณะที่หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อยู่ที่ 2.6% ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อนที่อยู่ 2.2% ซึ่งมาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ มาตรการช่วยเหลือของ ธปท.จะหมดอายุลงในสิ้นปีนี้ ซึ่งอาจทำให้ลูกค้าบางส่วนที่เข้าโครงการช่วยเหลือกลายเป็นหนี้เอ็นพีแอลบางส่วน แต่คงไม่เยอะมาก หากดูสัญญาณลูกค้าที่เข้ารับความช่วยเหลือในโครงการจากเดิมอยู่ที่ 5.3 แสนล้านบาท ปัจจุบันลดลงมาเหลือเพียง 1.7 แสนล้านบาท และปัจจัยด้านเศรษฐกิจที่คาดว่าจะขยายตัวได้ดีกว่าปีก่อน แต่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง

อย่างไรก็ดี ความจำเป็นในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับบริษัท บริหารสินทรัพย์ หรือ JVAMC ปัจจุบันธนาคารกำลังพิจารณาอยู่ แต่หากดูสัดส่วนหนี้เสียยังอยู่ในระดับต่ำกว่าในระบบ ประกอบกับมีโครงการพักทรัพย์ พักหนี้ จึงมองว่ายังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน แต่ธนาคารยังคังติดตามใกล้ชิด และคาดว่าภายในปี’66 จะมีการพิจารณาอีกครั้ง

“ปีนี้เราคาดว่าจีดีพีน่าจะขยายตัวได้ระดับ 3.7% จากปีก่อนที่น่าจะขยายตัวเพียง 1.4% เป็นผลมาจากกิจกรรมทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงอัตราการฉีดวัคซีนจะสนับสนุนให้การท่องเที่ยวฟื้นตัวดีขึ้น โดยกลยุทธ์ในปี’65 เราจะทำผ่าน 3-4 แกนหลัก โดยใช้จุดแข็งของ MUFG ในการทำธุรกิจและให้บริการลูกค้า”

นายไพโรจน์ ชื่นครุฑ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกลยุทธ์และวางแผนธุรกิจองค์กร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า สำหรับเป้าหมายการขยายเครือข่ายไปสู่ภูมิภาคอาเซียน จากปัจจุบันได้เข้าไปดำเนินธุรกิจแล้ว 5 ประเทศ หากดูเครือข่ายของ MUFG อยู่ใน 9 ประเทศ จากทั้งหมด 10 ประเทศในอาเซียน ซึ่งภาพรวมธุรกิจในอาเซียน ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว และฟิลิปปินส์ ปัจจุบันมีฐานลูกค้า 5 แสนราย เม็ดเงินสินเชื่อกว่า 6.4 หมื่นล้านบาท

 

และในปี 2565 ธนาคารยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจและเชื่อมโยงไปสู่อาเซียน โดยในส่วนของลูกค้าไทยธนาคารยังคงเดินหน้าเสนอโซลูชั่นการทำธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศ (Cross-border value chain) เน้นการโอนเงินและชำระเงิน โดยที่ผ่านมาธุรกรรมใน 3 ประเทศมีมูลค่ารวมมากกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และคิดเป็นจำนวนรายการมากกว่า 5 แสนครั้ง และภายในปี’65 จะขยายบริการไปสู่ 5 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม สปป.ลาว กัมพูชา และเกาหลีใต้ รวมเป็น 8 ประเทศ

ขณะที่กลยุทธ์ในดิจิทัลและนวัตกรรม ธนาคารได้เตรียมเม็ดเงินลงทุนด้านไอทีราว 7,000-8,000 ล้านบาท โดยใช้ประโยชน์จากเครือข่ายและการลงทุนในด้านเทคโนโลยีระดับโลกของ MUFG ซึ่งในปีนี้จะเน้นเรื่องการขยาย API เชื่อมโยงกับธนาคารพันธมิตรในอาเซียน การร่วมสร้าง AI Tech Lab กับ MUFG และพันธมิตรเช่น Grab การเป็นผู้นำในโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินอัจฉริยะและแพลตฟอร์มเชิงพาณิชย์ให้กับตลาดทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ตลอดจนการเดินหน้าอย่างต่อเนื่องในการทำมากกว่าเทคโนโลยี (Beyond Tech) ด้วยการพัฒนาด้านดิจิทัลและนวัตกรรมเพื่อเชื่อมโยงความต้องการของลูกค้า

“การเชื่อมโยงอาเซียน การเป็นพันธมิตรที่ลูกค้าไว้วางใจ และการนำด้วยดิจิทัลและนวัตกรรม เป็นกุญแจสำคัญของเราในปี 2565 เราพร้อมที่จะพาลูกค้าไปมีประสบการณ์ Beyond Thailand, Beyond Banking และ Beyond Tech ด้วยกัน ทั้งในมุมธุรกิจและเชื่อมโยงกับลูกค้าในอาเซียน”

อ้างอิง
https://www.prachachat.net/finance